สถิติ
เปิดเมื่อ6/08/2012
อัพเดท8/02/2016
ผู้เข้าชม84114
แสดงหน้า96752
ปฎิทิน
October 2021
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
     
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
      




บทความ

บทสวดมนต์ การทำวัดเช้า ทำวัดเย็น คาถาชินบัญชร

ทำวัตรเช้า

โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม, สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ, สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ, ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา, อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ. อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ ..........อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, ..........พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ( กราบ ) ..........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโธ, ..........ธัมมัง นะมัสสามิ. ( กราบ ) ..........สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

..........สังฆัง นะมามิ. ( กราบ ) (นำ) หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง ..........กะโรมะ เส ฯ (รับ)นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ ..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ ..........นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ (นำ) หันทะ มะยัง พุทธาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ (รับ) โย โส ตะถาคะโต อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะ- สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวา, โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพราหมะณิง ปะชัง สะเทวะมะ นุสสัง สะยัง อะภิญญา สัจฉิกัตวา ปพเวเทสิ. สาตถัง อาทิกัลยาณัง มัเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง สาคยัง สะพยัญชะนัง เกวะละปะริปุณณัง ปะริสุทธัง พรัหมะจะริยัง ปะกาเสสิ. ตะมะหัง ภะคะวันตัง อะภิปูขะยามิ, ตะมะหัง ภะคะวันตัง สิระสา นะมามิ ฯ .......... .......... .......... ..........(กราบ) (นำ) หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ (รับ) โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก, โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ. ตะมะหัง ธมมัง อะภิปูชะยามิ, ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ. .......... .......... .......... ..........(กราบ) (นำ) หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส ฯ (รับ) โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญบะลีกะระณีโย, อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ. ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ, ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ ฯ .......... .......... .......... ..........(กราบ) .......... .......... .........ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถา .......... .......... .......... ......(นั่งพับเพียบ)

(นำ) หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สังเวคะ (นำ) วัตถุปะริทีปะกะปาฐัญจะ ภะณามะ เส ฯ (รับ)พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว ..........โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน ..........โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก ..........วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ..........ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน โย ..........มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก ..........โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน ..........วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ..........สังโฆ สุเขตาภยะติเขตตะสัญญิโต ..........โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก ..........โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส ..........วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง ..........อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง ..........วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง ..........ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา ..........มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา ฯ ..........(ถ้ามีเวลาพอ ให้สวด สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐะ ต่อไปนี้) ..........อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ธัมโม จะ เทสีโต นิยยานิโก อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชานามะ ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา เสยยะถีทัง รูปูปาทานักขันโธ เวทะนูปาทานักขันโธ สัญญูปาทานักขันโธ, สังขารูปาทานักขันโธ วิญญาณูปาทานักขันโธ เยสังปะริญญายะ, ธะระมาโน โส ภะคะวา เอวัง พะหุลัง สาวเก วิเนติ เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ รูปัง อะนิจจัง เวทะนา อะนิจจา สัญญา อะนิจจา สังขารา อะนิจจา วิญญาณัง อะนิจจา รูปัง อะนัตตา เวทะนา อะนัตตา สัญญา อะนัตตา สังขารา อะนัตตา วิญญาณัง อะนัตตา

สัพเพ สังขารา อะนิจจา สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ เต มะยัง โอติณณามหะ ชาติยา ชะรามะระเณนะ โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ ทุกโขติณณา ทุกขะปะเรตา อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง, สัทธา อะคารัส์มา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา, ตัส์มิง ภะคะวาติ พรัหมะจะริขัง จะรามะ ภิกขุนัง สิกขาชีวะสะมาปันนา, ตัง โน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัคคะตุติ ฯ ..........(สามเณรสวดพึงลดคำว่า ภิกขุนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา ที่อักษรสีแดงออกเสีย ถ้าคฤหัสถ์สวด ตั้งแต่ อิธะ ตะถาคะโต จนถึง ปัญญาเยถาติ แล้วสวดดังนี้ จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ สา สา โน ปะฏิปัตติ อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุติ ฯ อนึ่ง ถ้าสตรีสวด เต มะยัง นั้น ให้ แปลงเป็น ตา มะยัง บทว่า ปะรินิพพานิโก มีในฉบับ สีหฬ เป็น ปะรินิพพายิโก ฉะนี้ทุกแห่ง)

 

ทำวัตรเย็น

โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม, สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง อิเมหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ, สาธุ โน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ, ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา, อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ. อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ ..........อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา,

..........พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. ( กราบ ) ..........สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโธ, ..........ธัมมัง นะมัสสามิ. ( กราบ ) ..........สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ..........สังฆัง นะมามิ. ( กราบ ) (นำ) หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัญเจวะ .......พุทธานุสสะตินะยัญจะ กะโรมะ เส ฯ (รับ) นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ .......นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ .......นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมามัมพุทธัสสะ .......ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลยาโณ กิตติสัทโท อัพภุค- คะโต อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัม- ปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา - เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ (นำ) หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติ กะโรมะ เส ฯ (รับ) ...........พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต .....................สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต .....................โพเธสิ โย สุชะนะตังกะมะลังวะ สูโร .....................วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง

พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง ปะฐะมานุสสติฏฐานัง พุทธัสสาหัสมิ ทาโส (ทาสี) วะ.... พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ วันทันโตหัง จะริสสามิ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ พุทธัง เม วันทะมาเนนะ สัพเพปิ อันตะระยา เม สะระณัง เขมะมุตตะมัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง พุทโธ เม สามิกิสสะโร วิธาตา จะ หิตัสสะ เม สะรีรัญชีวิตัญจิทัง พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน ยังปุญญัง ปะสุตัง อิธะ มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา

(กราบหมอบลงว่า)

.......... ..........กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสา วา .......... .......... พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยายัง

.......... .......... พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะ ยันตัง .......... .......... กาลันตะเร สังวะริตุง วะพุทเธ .......... ................. ..........(นั่งคุกเข่าว่า) (นำ) หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส) (รับ) สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิ- ปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูฮีติ ฯ (นำ)หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส ฯ (รับ) ..........สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย .....................โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท .....................ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี .....................วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง

ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง......... ทุติยานุสสะติฏฐานัง ธัมมัสสาหัสมิ ทาโส วะ ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ วันทันโตหัง จะริสสามิ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ธัมมัง เมวันทะมาเนนะ สัพเพปิ อันตะรายา เม สะระณัง เขมะมุตตะมัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง ธัมโม เม สามิกิสสะโร วิธาตา จะ หิตัสสะ เม สะรีรัญชีวิตัญจิทัง ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา

.......... .......... ..........(หมอบกราบพูด) .......... ..........กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา .......... ..........ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง .......... ..........ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง .......... ..........กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม ฯ .......... .......... ..........(นั่งคุกเข่าว่า) (นำ) หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส) (รับ) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะ- วะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อายุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง

ปุญญัก เขตตัง โลกัสสา ติ ฯ (นำ) หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส) (รับ) ............สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต .......... ..........โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ .......... ..........สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต .......... ..........วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุสุทธัง

สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง ตะติยานุสสะติฏฐานัง สังฆัสสาหัสมิ ทาโส วะ สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ วันทันโตหัง จะริสสามิ นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ สังฆัง เม วันทะมาเนนะ สัพเพปิ อันตะรายา เม .......... สะระณัง เขมะมุตตะมัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง สังโฆ เม สามิกิสสะโร วิธาตา จะ หิตัสสะ เม สะรีรัญชีวิตัญจิทัง สังฆัสโสปะฏิปันนะตัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง วัฑเฒยยัง สัตถุ สาสะเน ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา ฯ

(กราบหมอบลงว่า)

กาเยนะ วาจายะ เจตะสา วา สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มายา ยัง สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ ฯ

(นั่งพับเพียบ)

........... (สตรีเล่าบ่นและสวดแปลกอย่างนี้ พุทธัสสาหัส์มิ ทาสีวะ ฯ ธัมมัสสาหัส์มิ ทาสีวะ ฯ สังฆัสสาหัส์มิ ทาสีวะ ฯ วันทันตีหัง ฯ พุทธัง เม วันทะมานายะ ฯ ธัมมัง เม วันทะมานายะ ฯ สังฆัง เม วันทะมานายะ ถ้าคฤหัสถ์ทั้งบุรุษสตรีสวดมีความรังเกียจด้วยอสภาวะนิรุตินิ่ง อยู่ บุรุษจะสวดว่า วันทะมาโน จะริสสามิ สตรีจะสวดว่า วันทะมานา จะริสสามิ ดังนี้พร้อมกันไป ดัง คะโต คะตา ฉะนั้นก็ควร ก็แปลว่า ไหว้อยู่เหมือนกัน)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทสวด ชินบัญชร

คาถา ชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯค้นพบในคัมภีร์โบราณและได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้น เป็นเอกลักษณ์พิเศษ ผู้ใดสวดภาวนาพระคาถานี้เป็นประจำสม่ำเสมอจะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงหลวงปู่โตและตั้งคำอธิษฐานแล้วเริ่มสวด

เริ่มสวด นโม 3 จบ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นึกถึง หลวงปู่โตแล้วตั้งอธิษฐาน ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร

1.ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา.

2.ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเกเต มุนิสสะรา.

3.สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร.

4.หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณโกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะ วามะเก.

5.ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโลกัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเก.

6.เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว

7.กุมาระกัสสโป เถโร มะเหสี จิตตะ วาทะโก โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิคุณากะโร.

8.ปุณโณ อังคุลิมาโร จะ อุปาลี นันทะ สีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเต ติละกา มะมะ.

9.เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา.

10.ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะ สุตตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง

11.ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา

12.ชินา นานาวะระสังยุตตา สัตตัปปาการะ ลังกะตา วาตะปิตตาทะสัญชาตา พาหิรัช ฌัตตุปัททะวา.

13.อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะ เตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร.

14.ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮี ตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.

15.อิจ เจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะ ปัญชะเรติ.

 

 

 

คำแปล

1.พระพุทธเจ้า และพระนราสภาทั้งหลาย ผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์ ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวยอมตรสคือ อริยะสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากกิเลสและกองทุกข์

2.มี ๒๘ พระองค์คือ พระผู้ทรงพระนามว่า ตัณหังกรเป็นต้น พระพุทธเจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

3.ข้า พระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้งสอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

4.พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจพระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้องซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

5.พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสะปะกับพระมหานามะอยู่ที่หูซ้าย

6.มุนีผู้ประเสริฐคือพระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริดังพระอาทิตย์ส่องแสง อยู่ที่ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

7.พระเถระกุมาระกัสสะปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มีวาทะอันวิจิตรไพเราะอยู่ปากเป็นประจำ

8.พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวะลี พระเถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฏเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

9.ส่วน พระอสีติมหาเถระที่เหลือผู้มีชัยและเป็นพระโอรส เป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงชัย แต่ละองค์ล้วน รุ่งเรืองไพโรจน์ด้วยเดชแห่งศีลให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

10.พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้าพระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิมาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตรอยู่เบื้องหลัง

11.พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเครื่องกางกั้นดุจหลังคาอยู่บนนภากาศ

12.อนึ่ง พระชินเจ้าทั้งหลาย นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยกำลังนานาชนิด มีศีลาทิคุณอันมั่นคง สัตตะปราการเป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็นกำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

13.ด้วย เดชานุภาพแห่งพระอนันตชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใดๆ เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชรแวดวงกรงล้อม แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ทั้งภายนอกและภายใน อันเกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น เป็นสมุฏฐานจงกำจัดให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

14.ขอพระมหาบุรุษผู้ทรง พระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้น จงอภิบาลข้าพระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้น ท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการคุ้มครองปกปักรักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

15.ข้า พระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม จึงชนะเสียได้ซึ่งอุปัทวอันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะพุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่งพระธรรม ชนะอันตรายทั้งปวงด้วยอานุภาพ แห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ปฏิบัติ และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

การรักษาศีล

ศีล คือพื้นฐาน

ภิกษุ ทั้งหลาย การงานที่จะพึงทำด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่งอันบุคคลทำอยู่ทั้งหมดนั้น อันบุคคลอาศัยแผ่นดินดำรงอยู่บนแผ่นดินจึงทำได้ การงานที่พึงทำด้วยกำลังเหล่านี้อันบุคคลย่อมทำได้ด้วยอาการอย่างนี้ แม้ฉันใด ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า ?

ภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฐิอัน น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน….. ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงเจริญอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล ฯ

ศีล 5 ความหมายลึกกว่าที่คุณคิด

ศีลข้อที่ ๑ งดเว้นการฆ่าสัตว์

(ปาณาติปาตา เวรมณี)

การ ฆ่า มิใช่นำมีดไปฆ่าคน ฆ่าสัตว์ จึงเรียกว่าฆ่า จิตใจเริ่มคิดไม่ดี สิ่งที่ละเอียดอ่อนบางแง่มุม มิได้ระมัดระวังจะก่อเกิดการช่วยเสริมการฆ่าขึ้น การฆ่ามีหลายวิธี ฆ่าตัวตาย ถูกเขาฆ่า สรรเสริญเห็นดีเห็นงามกับการฆ่า เห็นสิ่งมีชีวิตถูกฆ่าพลอยยินดีด้วย เป็นการฆ่าทั้งหมด อย่าใช้ภาวะสำนึกของตัวเองปลูกเมล็ดพันธุ์อัตวินิบาตกรรมขึ้น มิฉะนั้นเจ็ดชาติที่เกิดจะมีผลทำให้เราทำอัตวินิบาตกรรมตามมาทุกชาติ คนหนุ่มสาวมีเรื่องคิดไม่ตก ไม่สามารถเกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน แต่พร้อมที่จะตายวัน เดือน ปี เดียวกัน ไม่นานอาจจะมีทารกแฝดที่ร่างติดกันมาเกิด ให้ความสำคัญของความรักมาทำลายชีวิต เพื่อช่วยชีวิตต้องถือศีลปาณาติบาต หมื่นวิถีพระโพธิสัตว์ มหาเมตตาเป็นรากฐาน จึงต้องถือศีลปาณาติปาตา ถ้าคนทั้งหลายถือศีลงดเว้นการฆ่า กินเจทั้งหมด ไม่นานเบญจธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรมิต้องฉีดยาฆ่าแมลง

เหมือน เมื่อหลายพันปีสมัยกษัตริย์เหยา กษัตริย์ซุ่น ในสมัยนั้นแม้จะไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลง แต่เบญจธัญพืชอุดมสมบูรณ์ดี ผู้ที่ขายยาฆ่าแมลงเพื่อช่วยให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวธัญญาหารได้มาก แต่ได้ฆ่าแมลงมากมาย เวรกรรมยังอยู่ กรรมสนองกรรม กรรมมีสนองทันทีทันตาเห็น หรือสนองในชาติต่อๆ ไป บางทีผ่านไปหลายชาติมาสนองก็มี เหมือนเราปลูกผักเก็บเกี่ยวได้เร็วหน่อย ถ้าปลูกผลไม้ต้องรออีกหลายปี นี่ก็เช่นกัน มีคนมาบอกจะทำแท้ง เรากลับสนับสนุน ดีๆ เอาออกเลย เท่ากับเราสนับสนุนการฆ่า กรรมสนองกรรม เห็นคนจัดงานเลี้ยงเธออาจจะพูดว่า มีการฆ่าสัตว์มากมายดีจังเลย หากลูกหลานจัดงานเลี้ยงแต่งงาน จัดเลี้ยงอาหารเนื้อสัตว์ ถ้าเธอเห็นด้วยนั่นเท่ากับการช่วยส่งเสริมการฆ่า ขายยาสมุนไพรจีน หากมีสัตว์เป็นส่วนผสมกับยาด้วย ต้องรู้ว่ายานี่ใช้เพื่อรักษาโรค ไม่พึงประสงค์ให้กระทำผิดเกิดการฆ่าขึ้นมา แต่อย่าสนับสนุนให้เขาตุ๋นเป็ดตุ๋นไก่ หากถูกสอบถามขอคำปรึกษา ต้องอย่าแนะนำ มิฉะนั้นจะถือว่าสนับสนุนการฆ่าต้องรับเวรกรรมเองหากใครถูกนักเลงอันธพาลฆ่า ผิดตัว นั่นแหละอดีตชาติหลายกัปเคยสนับสนุนการฆ่า จึงเกิดกรรมสนองตามมาซื้อยาสมุนไพรจีน หากใบสั่งยามีส่วนผสมของสัตว์ นี่เพียงเพื่อรักษาโรคเท่านั้น รักษาหายแล้วต้องหยุดทันที อย่านำมาเป็นยาบำรุงต่อและต้องไม่ขอให้หมอเพิ่มส่วนผสมของสัตว์ ขายยาแผนปัจจุบัน ยานอนหลับ ยาที่มีส่วนผสมสิ่งเสพติด ต้องรับผิดชอบต้องระวังในการขาย ในมรรคแปด เรื่องสัมมาอาชีพ จะเลือกอาชีพ ต้องเลือกอาชีพที่ไม่เกี่ยวกับการฆ่าเห็นคนกำลังฆ่าสัตว์อย่ามองแล้วพลอย ยินดีกับการฆ่าด้วย อย่าบอกว่าเนื้อชนิดนี้รับประทานอร่อย บำรุงร่างกายได้ดี ไปเป็นแขกอย่าให้เจ้าของบ้านต้องฆ่าสัตว์เพื่อต้อนรับเราอย่าค้าขายมีดพร้า ของมีคม ศัสตราวุธ เป็นเครื่องมือในการฆ่า ผู้ประกอบอาชีพประเภทนี้จะมีเวรกรรมตามติดสนอง ผู้ประดิษฐ์คิดเครื่องจักรกล เครื่องประหารด้วยไฟฟ้า ทุกๆ ชาติจะไม่มีลูกไม่มีหลานสืบตระกูล อย่าไปริเริ่มคิดสร้างเครื่องประเภทนี้อย่ามีอาชีพขายโลงศพ คนขายโลงศพหากขายไม่ดี มักจะไปเคาะข้างโลงศพขอให้มีคนตาย เท่ากับมีจิตใจไม่ดี ซื้อโลงศพช่วยคนตายได้ แต่อย่ามีความคิดอยากให้มีคนตายอย่าซื้อของใช้ที่ทำด้วยหนังแท้ เช่นเสื้อหนัง รองเท้าหนัง เข็มขัดหนัง กระเป๋าหนังที่มาจากเมืองนอก เป็นหนังแท้ราคาแพง ผู้ศึกษาธรรมะอย่าไปชื่นชมกับสิ่งเหล่านี้ดีที่สุด หากเผลอไปซื้อมาใช้ก็จงทิ้งไปเสีย แต่หนังเทียมใช้ได้ มิงค์เป็นสัตว์ที่มีเมตตาจิต เห็นคนถูกฝังจมอยู่ในกองหิมะกำลังจะหนาวตาย มิงค์จึงใช้ขนของตัวเองไปทำให้มีความอบอุ่นไม่หนาวตาย พรานล่าสัตว์จึงใช้วิธีหลอกโดยทำทีจมอยู่ในกองหิมะ มิงค์ใช้ขนของตัวเองให้ความอบอุ่นจึงถูกล่าเอาหนังทำเสื้อคลุม สัตว์มีจิตเมตตาแต่มนุษย์กลับทารุณเหิว้ยมโหด ผู้ศึกษาธรรมะต้องอย่าใช้เสื้อคลุมที่ทำจากขนมิงค์ ให้เขายืมเงินต้องระวัง ไม่รู้ว่าเขาจะยืมไปใช้อะไร จะผิดบาปเท่ากับการช่วยให้เขาฆ่า เช่น นำไปทำแท้งบริจาคเงินทำบุญจะต้องใช้ปัญญา บางศาลเจ้าใช้เงินที่เราบริจาคฆ่าหมูไหว้เจ้า

งานเลี้ยงที่ใช้เนื้อ สัตว์ เราจะต้องมีส่วนรับกรรมสนองด้วย หากศาลเจ้าใดใช้อาหารเจไหว้เจ้า นั่นไม่มีปัญหาอย่ามีอาชีพขายเบ็ดและคันเบ็ดตกปลา ปลาที่ตกได้จะมาคิดบัญชีกับเธอด้วยฆ่าปลาไข่เต็มท้อง กรรมจะหนักกว่าฆ่าปลาทั่วๆ ไป ไข่หนึ่งฟองเท่ากับหนึ่งชีวิตที่ขายหมูปิ้ง หมูย่าง หมูจะติดยึดกับเนื้อของตัวเอง จะเฝ้ารอเนื้อชิ้นสุดท้ายถูกกลืนลงไปแล้วจึงจะยอมไป คนฆ่าหมูจะกล่าวว่า หมูนะหมู มันไม่แปลกหรอกที่เจ้าเป็นอาหารของมนุษย์ หากไม่มีใครกินเจ้าข้าก็คงไม่ต้องมาฆ่า ไปคิดบัญชีกับคนที่กินเจ้าแล้วกันคนกินกลับพูดว่า หมูนะหมู มันไม่แปลกหรอกที่เจ้าเป็นอาหารของมนุษย์ ถ้าไม่มีใครฆ่าเจ้ามาขาย ข้าก็คงไม่ซื้อมากินหรอก ไปคิดบัญชีกับคนฆ่านะ ทุกคนรู้ว่าการฆ่าเป็นบาป แต่เว้นการฆ่ากลับยากปัจจุบันการแพทย์เจริญก้าวหน้า โรคแปลกๆ ยิ่งมายิ่งมาก ต้องหยุดการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เวรกรรมจึงจะแปรเปลี่ยนไป ฉีดยาฆ่าแมลงไม่ดี แมลงต่างๆ ต้องการมีชีวิตอยู่ ขอเพียงแต่บ้านช่องทำความสะอาดให้เรียบร้อยจะไม่มีแมลงต่างๆ มารบกวนหรือมีน้อยลง ยิ่งฆ่ายิ่งกรรมหนัก แมลงยิ่งเพิ่มมากขึ้นเสือที่มนุษย์ไม่เคยกินมันเลย กลับไม่เพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็ด ไก่ หมู คนบริโภคจำนวนมาก จึงเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น กรรมของการฆ่ามีหนักมีเบา เช่น มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต เป็นอนันตริยกรรม ตกมหาอเวจี ตัดทางสวรรค์นิพพาน ฆ่าคนบาปหนัก ฆ่าสัตว์บาปยังเบาหน่อย สติไม่ดีไปฆ่าคน เพื่อปกป้องพระอริยเจ้า เพื่อช่วยคนส่วนมาก จึงมีการฆาตกรรมเกิดขึ้น กรรมเบาหน่อย แต่ก็ยังก่อเกิดหนี้กรรมได้ เพราะมนุษย์ปุถุชนมีโอกาสสำเร็จพุทธะได้มาก การฆ่าคนจึงกรรมหนัก แต่สัตว์ยังห่างไกลจากการสำเร็จเป็นพุทธะ ฆ่าสัตว์จึงกรรมเบากว่า มักมีคนกล่าวว่า เป็ด ไก่ เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ หากไม่กิน เป็ดไก่ก็คงจะต้องล้นโลก เสือกินคน ยุงดูดกินเลือดคน เรายอมให้เสือกิน ยอมให้ยุงดูดกินเลือดไหม ใจเขาใจเราลองคิดดู จึงจะไม่ทำให้เราผิดพลาดได้ รูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บูชา เมื่อเก่าแล้วหรือขาดสลาย ต้องม้วนเก็บให้ดี อย่าเผาทำลาย หากเผาทำลายปะปนกับเถ้าขยะนั่นไม่ดี เท่ากับไม่ให้ความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีคนในบ้านจะฆ่าเป็ดไก่ จะต้องพยายามพูดให้เขาเหล่านั้นงดการฆ่า หากพูดแล้วยังไม่ได้ผล ต้องท่องสวดนามพระอมิตตพุทธ ท่องคาถาจุติสุขาวดี ตั้งปณิธานทานเจแล้ว สัตว์เลี้ยงที่เราเลี้ยงไว้ก่อนหน้านั้น ต้องเลี้ยงจนสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นหมดอายุขัยไปเอง จัดการฝังให้เรียบร้อย พร้อมกับสวดมนต์ให้สัตว์ไปเกิดใหม่ อย่านำสัตว์ที่เลี้ยงไว้ไปขายหรือให้คนอื่น ไม่ควรนำไปให้คนอื่นฆ่าหากผิดพลาดไปก่อฆาตกรรมเข้า จะต้องทำบุญอุทิศกุศลไปให้เขา มิได้ตั้งใจฆ่ากรรมเบา ตั้งใจฆ่ากรรมหนักคนกินเจซื้อของกินจะต้องถามให้ชัดเจน ไม่ชัดเจนผิดพลาดกินเข้าไป กลับมาจะต้องจุดธูปกำใหญ่ขอขมากรรมสำนึกบาป นายจ้างใช้ให้ไปซื้ออาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ หากขัดไม่ได้หรือปฏิเสธไม่ได้ ต้องทำความเข้าใจสิ่งที่เราไปซื้อ เราจะไม่เกี่ยวข้องด้วย ทำบุญวันเกิดควรงดเว้นการฆ่า การเกิดของเธอมิใช่ใหญ่โตครึกโครม แต่กลับฆ่าสิ่งมีชีวิตมากมาย ด้วยหลักธรรมมิควรปฏิบัติบรรพบุรุษหมดอายุขัย ทำบุญโดยใช้อาหารเจดีที่สุด อย่าฆ่าสัตว์ หากทุกคนในครอบครัวยังไม่ได้กินเจทั้งหมด ถ้าจะให้ดีต้องกินเจ

49 วัน สามีภรรยาแยกเตียงนอน 49 วัน ถ้าทำได้จะลดเวรกรรมให้กับผู้วายชนม์ได้บนหัวหมู เท่ากับเราเริ่มนำความยุ่งยากเข้ามา ยังไม่มีผลตามที่เราบนไว้ เริ่มก่อกรรมก่อนแล้ว หน้าโต๊ะพระอย่าบนบานตามอำเภอใจ กราบไหว้บรรพบุรุษ ใช้ดอกไม้ ธูปเทียน ผลไม้ น้ำชา มีจิตเคารพบูชาก็พอ ไม่ควรนำเป็ด ไก่ ปู ปลา เซ่นไหว้ด้วยเหล้า รังแต่เพิ่มกรรมให้ท่าน ประเพณีที่ไม่ดีอย่าทำตาม เสวยสุขคือทอนบุญ ได้รับความทุกข์คือลดเคราะห์ภัย กินเจแล้วสุขภาพยังไม่ดี นั่นคือหนี้กรรมอดีตชาติยังไม่หมด หากธุรกิจการงานของเขายังไม่ดีไม่ราบรื่น ร่างกายไม่แข็งแรงเจ็บไข้ได้ป่วย อย่าพูดว่าเขายังมีกรรมหนักอยู่ คำพูดนี้จะทำลายจิตโพธิสัตว์ของเขา เท่ากับเราผิดศีลปาณาติบาต ต้องระวังคำพูด ใช้วาจาอ่อนหวานนุ่มนวลและให้กำลังใจเขาจะดีกว่า

 

 

 

กรรมสนองจากการฆ่าสัตว์

ต้อง ตกนรกสามภูมิ คือ สัตวนรก เปรต อเวจีคนเราเจ็บออดๆ แอดๆ อายุสั้น เจ็บป่วยบ่อยต้องปล่อยสัตว์ให้มากหน่อย ปล่อยสัตว์มีสองอย่าง คือ หนึ่งปล่อยสัตว์ที่อยู่ข้างนอก สองปล่อยสัตว์ที่อยู่ข้างใน คือปล่อยวางในใจที่ยึดติด ปล่อยทิ้งอนุสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากจิตใจเรา สิ่งกระทบจากภายนอก ตัวอย่างเช่นการค้ายิ่งทำยิ่งขาดทุน อยู่ในสังคมบุญสัมพันธ์กับผู้คนลดน้อยลง จิตใจคิดร้ายอยู่ตลอดเวลาทุกๆ ชาติไม่มีหยุด ฆ่าหมูนานวันหน้าตาเหมือนหมู ฆ่าไก่นานไปหน้าตาเหมือนไก่ ในจิตสำนึกทุกครั้งที่คิดๆ แต่การฆ่า จิตใจขลาดกลัว เจ็บป่วย เดินในที่มืดมักหวาดกลัวและฝันร้ายอยู่ตลอดเวลาเพิ่มความเกลียดชัง ถูกผู้คนตำหนิทอดทิ้ง ไม่มีบุญสัมพันธ์กับผู้คน ก่อนหมดลมหายใจหวาดกลัวว่าจะตายไม่ดี กรรมที่ฆ่าหนักมากใกล้ตายเจ้ากรรมนายเวรมาตามทวง ขณะจะตายส่งเสียงร้องน่ากลัว เหมือนธนาคารปิดบัญชีตอนสิ้นปีถูกตามทวงหนี้

ผลจากการถือศีลปาณาติบาต

อภัยทาน ให้สาธุชนปราศจากความหวาดกลัว เกิดเป็นคนไม่ค่อยเจ็บป่วย อายุยืนก่อจิตเมตตามากขึ้น กิเลสลดน้อย ตัดความโกรธใกล้ชิดสนิทสนมกับสาธุชน เทพผีคอยปกปักรักษา ถือศีลหนึ่งข้อมีเทวดาหนึ่งองค์คอยคุ้มครอง ไม่ฝันร้ายนอนหลับสบาย ชาติหน้ามั่งมีศรีสุขแก้ปมกรรมเวร ผูกบุญสัมพันธ์ที่ดี ไปเกิด ณ แดนพุทธเกษตร

ศีลข้อที่ ๒ งดเว้นการลักขโมย (อทินนาทานา เวรมณี)

ปัจจุบัน สังคมวุ่นวาย โจรขโมยมากมาย นักการศึกษา นักการศาสนา ต้องเพิ่มภาระในการสั่งสอนมากขึ้น ขโมย ลักเล็กลักน้อย ปล้น หลอกลวง ขู่เข็ญบังคับเพื่อให้ได้มา ขู่เข็ญเอาเงินโดยอ้างว่าจะเผยความลับ ทั้งหมดล้วนผิดศีลอทินนาทานผู้ศึกษาธรรมะมักจะทำผิดได้ง่ายที่สถานที่สาธารณ กุศล คือ มาตำหนักพระจุดธูปไหว้พระ โดยใช้ธูปจากตำหนักพระภาวนาขอ หรือแก้ข้อกังวลใจ ยังไม่ได้ทำบุญเลยกลับหยิบของตำหนักพระมาใช้ เจ้าของตำหนักพระคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระพุทธะ มิใช่อาวุโสในนั้น จะจุดธูปกำใหญ่ ต้องซื้อหามาเองจะดีกว่า ตัวเองอย่าเอาแต่ได้ ใช้โทรศัพท์ในสถานที่สาธารณกุศล จะต้องจ่ายค่าโทรศัพท์ด้วย อุทิศแรงกายช่วยทำครัว ขณะประกอบอาหารชิมอาหารหนึ่งคำ แต่อย่าโลภไปชิมหลายคำเข้า ของใช้ส่วนรวมในตำหนักพระเกิดจากผู้มีจิตศรัทธานำมาบริจาค เป็นสมบัติของตำหนักพระ ต้องช่วยกันดูแลรักษา ซื้อของมาบริจาคให้ตำหนักพระ อย่าหยิบฉวยติดมือกลับบ้าน ไม่ดีหลังจากการประชุมธรรม มีอาหารเหลือนำกลับบ้านได้ โอกาสหน้าซื้อของใหม่ในราคาไม่ต่างจากที่เอากลับบ้านมาทำบุญด้วย ผลไม้ซื้อมาถวายพระ อย่าเอามากินก่อน ของที่ซื้อมาไหว้พระเป็นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของพระพุทธทั้งหมด อย่าถือวิสาสะญาติธรรมนำเงินมาบริจาค ผู้มีจิตศรัทธานำเงินมาทำบุญเพื่อจุดประสงค์ใด จะต้องนำไปใช้ในทางที่เขามีเจตจำนงไว้ ถ้าบอกไว้ว่าใช้สำหรับซื้อธูปไหว้พระ ก็ต้องซื้อธูปไหว้พระ ถ้าบอกว่าเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน ต้องนำไปใช้จ่ายตามที่มีเจตนาไว้อุปกรณ์ใช้ทำความสะอาดสถานที่สาธารณกุศล จะต้องใช้ให้ถูกต้องตามแต่ละเครื่องมือที่ใช้และต้องรักษาให้สะอาด ตัวอย่างเช่นไม้กวาดที่ใช้ปัดกวาดสถานที่สาธารณกุศล อย่านำไปใช้ในครัว อย่านำไปใช้ในห้อง อย่านำไปใช้ในห้องน้ำดอกไม้นำมาไหว้พระอย่านำมาดม ผ่านการดมแล้วจะไม่บริสุทธิ์ จะนำมาไหว้พระมิใช่นำมาให้ดมกลิ่น หอมหรือไม่หอมสิ่งศักดิ์สิทธิ์รู้เองมิต้องให้เรามาดมก่อน เป็นพนักงานของรัฐอย่าหยิบฉวย กระดาษ ซองจดหมาย ปากกา หมึกแห้งของราชการกลับบ้าน จะกลายเป็นขโมยของราชการ ทำงานบริษัทฯ ก็เหมือนกันต้องอย่าทำด้วยสอนให้หลีกเลี่ยงภาษี โทรศัพท์ไม่จ่ายเงิน ส่งสิ่งตีพิมพ์ทางไปรษณีย์กลับสอดจดหมายเข้าไปด้วย โดยสารรถโดยสารเรือไม่จ่ายค่าโดยสาร ทั้งหมดคือการลักขโมยของราชการขายของจะต้องออกใบเสร็จรับเงินด้วย หากผู้ซื้อกับผู้ขายตกลงกันโดยซื้อได้ราคาถูกลงไม่ต้องออกใบเสร็จรับเงิน ทั้งสองฝ่ายลักขโมยของราชการ

กรณีที่ไม่ถึงกับถือว่าลักขโมย

เข้าใจ ผิดคิดว่าเป็นของตัวเอง ตัวอย่างเช่น ตัวเองมีร่มหนึ่งคัน ขณะหยิบไปใช้หยิบผิดไปเข้าใจผิดคิดว่าของสิ่งนี้มีคนฝากมาให้แล้วนำกลับไป ขยะคิดว่าเขาทิ้งแล้ว เราไปเลือกที่ใช้ได้แล้วนำกลับไปยืมใช้ชั่วคราว เช่นโทรศัพท์หรือหมึกแห้ง ใช้เสร็จแล้วต้องนำกลับที่เดิม สนิทสนมกัน ตัวอย่างเช่น เพื่อนที่ดีและสนิทกัน เปิดตู้เย็นหยิบของในตู้เย็นกินเหมือนกับบ้านตัวเอง ถ้าเช่นนี้ก็มักง่ายเกินไปหน่อยลักขโมยมีหนักมีเบา ขโมยของจากตำหนักพระโทษหนัก แม้เข็มหนึ่งเล่ม ด้ายหนึ่งเส้นก็อย่าได้มักง่าย เพราะเป็นของส่วนรวมมิใช่ของคนใดคนหนึ่งกลับกัน ผู้ทำบุญกับตำหนักพระ เป็นประโยชน์กับผู้ศึกษาธรรมะ บุญวาสนาเหลือล้น ทำบุญไปแล้วอย่าได้ยึดติด ที่ได้ทำไปเบื้องบนรับรู้หมด ไม่ต้องนำกลับมาคิดอีก ไม่จำเป็นต้องสลักชื่อติดไว้ที่เสาตำหนักพระให้คนกราบไหว้ทุกๆ วัน บุญวาสนามากปานใดก็อาจหมดได้ อยากหลุดพ้นจากหนี้เวรหนี้กรรม จะต้องหัดปล่อยวางใจไม่ยึดติด ให้เหมือนจรวด ยิงออกไปแล้วพุ่งทะยานหายลับไปเลยหนีแชร์โกงเงินชาวบ้าน เกิดชาติหน้าเป็นสุนัขเฝ้าบ้านเหมือนคนใช้ เกิดเป็นหมู สมมุติขายได้ตัวละหมื่นบาท หนีแชร์หนีหนี้จำนวนเงินเท่าไร ต้องเกิดเป็นหมูชดใช้ตามราคาที่โกงไปจนครบ ขายของเงินผ่อนคิดดอกแพงก็คือขโมยมาตำหนักพระกินข้าวที่ตำหนักพระได้ กระดาษชำระ ยาสีฟัน ของใช้ประจำวันเอามาใช้ได้ แต่ต้องอย่าตระหนี่ ทำบุญกับตำหนักพระมากหน่อยก็ใช้ได้ เก็บเงินได้บนถนนที่คนอื่นทำหล่นหาย นำมาทำบุญถือว่าไม่ผิดศีล ถ้าเอาเข้ากระเป๋าตัวเองไม่ได้ลักขโมยละเอียดอ่อนที่สุดในศีลห้า ศีลของพระภิกษุยิ่งละเอียดอ่อนกว่ามากนัก

กรรมสนองจากการผิดศีลลักขโมย

ตกลง สู่นรกสามภูมิ คือ สัตวนรก เปรต อเวจีเกิดมายากจนตกต่ำหรือมีทรัพย์สมบัติแต่ไม่มีโอกาสใช้ ทรัพย์สมบัติบ้านเรือนถูกวาตภัยทำลาย ไฟไหม้เผาผลาญของหาย ของถูกขโมย ถูกสงสัยเป็นคนขโมย เป็นคนทุกข์ทรมาน จิตใจวิตกกังวล

ผลจากการรักษาศีลอทินนาทาน

ทรัพย์ สมบัติเพิ่มพูนมากมาย ไม่รั่วไหลเป็นคนน่ารัก เป็นที่เชื่อถือความดีขจรขจาย คนชมเชยมากมาย เป็นที่เกรงขามไม่กล้ารังแกกายใจเป็นสุข หมดอายุไปเกิดบนสวรรค์วิมาน

ศีลข้อที่ ๓ งดเว้นการละเมิดกาม (กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี)

อิ่ม นักมักมุ่นคิดทางกามารมณ์ ความผิดทั้งหลายผิดศีลกาเมเลวที่สุด สังคมวัตถุอุดมสมบูรณ์ จะพาให้สังคมคุณธรรมตรงข้ามกับความเจริญคนโบราณรับประทานอาหารชืดๆ

ไม่ อุดมสมบูรณ์เหมือนปัจจุบัน แต่ทุกคนร่างกายแข็งแรงอายุยืน ปัจจุบันอาหารทะเล บนบก บนอากาศ หารับประทานเรียบหมด กลับไม่แข็งแรงรับประทานอิ่มท้อง ความคิดฟุ้งซ่านเริ่มก่อ ความไม่ดี อะไรเลวๆ ทำหมด ในโลกโลกีย์นี้ช่างน่าสงสารสมัยก่อน ไป๋เล่อเทียน ถามอาจารย์รังนกว่า ท่านนอนหลับอยู่บนต้นไม้ เวลาหลับจะตกจากต้นไม้ไหม แต่เขากลับไม่ได้คิดว่าตัวเองอยู่บนโลกโลกีย์นี้จะพลัดตกต่ำลงหรือเปล่ามีคน รับประทานจนจุกตาย สนุกสนานจนตัวตาย แต่ไม่เคยมีใครบำเพ็ญจนตัวตายในโลกนี้ที่ผูกมัดคนที่สุด คือ กามราคะ ร้ายกว่าบรรดาพิษร้ายทั้งหลายมาก หากตัดไม่ขาดจะเวียนว่ายทุกชาติภพพระพุทธทุกพระองค์ มองเรื่องกามตัณหาเป็นเรื่องสกปรกโสโครกที่สุดบำเพ็ญพระโพธิสัตว์ธรรม ตัวเองจะต้องรู้จักสังวรศีลกาเมมิใช่ต้องตัดขาดการเป็นสามีภรรยา การเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามหลักธรรม ถูกต้องตามจริยา นอกเหนือจากการเป็นสามีภรรยาแล้ว ไปมีความสัมพันธ์กันผิดศีลกาเม ใช้เงินทองซื้อหาแลกเปลี่ยนเพื่อกามสุขก็ผิดศีลข้อนี้ ความสัมพันธ์กันมิใช่คู่สมรส เป็นต้นเหตุปัญหาของสังคม ต้องตัดให้ขาดกามตัณหาเกิดขึ้น ญาติทั้งหกมิยอมรับ ทำผิดศีลธรรมจรรยา ผิดมนุษยธรรม ทำผิดกฎหมายด้วย สมัยโบราณผู้ออกบำเพ็ญตามป่าเขา ประพฤติผิดในกาม แม้กระทั่งลิง แพะกามราคะเปรียบเหมือนไฟ ลุกเผาไหม้ยากที่จะแก้ไข จะตัดรากเหง้า ต้องเริ่มจากแปรเปลี่ยนจิตใจให้สะอาดก่อน ให้จิตเกิดความสงบ อย่ารับประทานอิ่มจนเกินไป อยู่บ้านเดินเท้าเปล่าดีที่สุด ฝ่าเท้าสัมผัสกับพื้นเย็นๆ จะลดไฟราคะลงได้จะห่างจากกามราคะ จะต้องห่างหรืองดเว้นต่อสิ่งที่ง่ายต่อการชักนำก่อให้เกิดกามราคะ เช่น หนังสือวารสารโป๊-เปลือย เรื่องเริงรมย์ หนัง ทีวี อย่าให้ผ่านเข้าสู่นัยน์ตาดีที่สุดผู้ชายที่ชอบดูสิ่งเหล่านี้ ตายแล้วตาจะเน่าเฟะก่อนหาเวลาอ่านหนังสือธรรมะ ท่องอ่านคัมภีร์ สวดมนต์ เกิดกามตัณหาขึ้น รีบสวดมนต์เพื่อสยบมารร้ายนี้ กามราคะค่อยๆ สงบลง ตัดกามราคะเหมือนตัดเอ็นตีนวัว เป็นสิ่งที่ยากและทารุณยิ่ง ปุถุชนที่ยังมีกิเลส ต้องอยู่ในขอบเขต สามีภรรยาเป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างวิสัยมนุษย์ ต้องเคารพเกรงใจกัน หากปล่อยใจให้กำเริบในกามราคะ คงไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน หนึ่งค่ำ สิบห้าค่ำ วันเฉลิมวันสำคัญของพระพุทธพระโพธิสัตว์ ไม่ควรจะมีเพศสัมพันธ์ ระหว่างไว้ทุกข์ สามีภรรยาควรงดเรื่องเพศเว้น 49 วัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเป็นความสุขช่วงสั้นๆ จะต้องรักษาสุขภาพร่างกายเป็นสำคัญ เพื่อเป็นพลังในการสร้างครอบครัว เป็นคนต้องรักษาจริยะ มีจริยะจึงจะรักษาระเบียบครอบครัวได้กามตัณหาเป็นรากของการเกิดตาย หากยังตัดไม่ได้ ยังคงเวียนเกิดเวียนตายอยู่ยังไม่ได้แต่งงาน ครอบครัวที่เราอยู่ร่วมในปัจจุบันต้องบริหารจัดการงานต่างๆ ให้ดี สามี ภรรยา พ่อแม่ ครอบครัวบริวาร ต่างมีบุญสัมพันธ์จึงได้มาอยู่ร่วมกัน ต้องหาวิธีที่จะทำให้บุญสัมพันธ์นี้กลมกลืนสมบูรณ์ หากชาตินี้ไม่จัดการงานต่างๆ ให้สมบูรณ์กลมกลืน ชาติต่อไปจะมีกรรมสัมพันธ์อีกช่วงหนึ่งการแต่งงานต้องแล้วแต่บุญสัมพันธ์ อย่าเที่ยวไปยินดีกับการแต่งงานของแต่ละคู่ ว่าการแต่งงานดีต่างๆนานา

เพื่อ ชักจูงชี้แนะให้เขาได้แต่งงานกัน และอย่าต่อต้านการแต่งงานของคนอื่น แต่ละคนต่างมีบุญสัมพันธ์ที่ต่างคนต้องทำ ตามบุญสัมพันธ์ของแต่ละคนที่ต้องดำเนินตามธรรมชาติต่อหน้าผู้ที่หย่าร้าง ต้องอย่ากล่าวสรรเสริญถึงครอบครัวที่สมบูรณ์ดีพร้อม อย่าใช้สถานที่สาธารณกุศลเป็นที่ติดต่อสัมพันธ์ความรักกัน เพราะเป็นที่บริสุทธิ์สูงส่ง หากต่างมีบุญสัมพันธ์กัน จะคบหากันนอกสถานที่สาธารณกุศลได้หนุ่มสาวต้องรักบริสุทธิ์ รักตัวเอง จะแต่งงานต้องได้รับความเห็นชอบจากพ่อแม่ก่อน ต้องปฏิบัติถูกต้องตามจริยประเพณี จึงจะเป็นสามีภรรยากันได้ อย่าชิงสุกก่อนห่ามทำผิดจริยระเบียบ สิ่งที่เป็นพันธะผูกมัดที่สุดคือกามตัณหา หากยากที่จะตัดขาดใช้วิธีปลงอนิจจังทางพุทธเข้าช่วย (ปลงอสุภกรรมฐาน) ร่างกายมนุษย์เต็มไปด้วยสิ่งโสโครก มีขี้มูก ขี้ตา อุจจาระ ปัสสาวะ ฯลฯ เป็นสิ่งสกปรกทั้งหมดเรามองคนในโลกนี้ว่าในอดีตชาติอาจเป็นพ่อแม่พี่น้องเรา มาก่อน สาธุชนที่เกิดมาจากอายาตนหก อดีตชาติก็เคยเป็นพ่อแม่เรามาก่อน มิอาจล่วงเกินได้ ใช้เงินทองซื้อหาแลกเปลี่ยนทางกามสุข ผิดคุณธรรมอย่างยิ่งเลี้ยงสุนัขเพศผู้กับเพศเมีย ผสมพันธุ์เอาลูกสุนัขขาย ผู้บำเพ็ญไม่ควรทำ ขี่ม้าแรงสะเทือนทำให้เกิดกามราคะ เป็นการทารุณสัตว์ด้วย ผู้บำเพ็ญไม่ควรฝึกขี่ม้า

กรรมสนองจากการผิดศีลกาเม

ตกนรก สามภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกาย เพราะการกระทำเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ผิดศีลธรรมจรรยาหากเกิดเป็นคน ได้ภรรยาไม่ซื่อสัตย์ไม่บริสุทธิ์ ภรรยาเพื่อนอย่ารังแก หากไม่ละเว้น ภรรยาตัวเองต้องกรรมสนอง อย่าทำลายรังนก รังมด ชาติต่อไปอาจถูกทำลายบ้านแตกได้กามราคะเป็นเหตุ เกิดตายเป็นผล ถือศีลปฏิบัติโพธิสัตว์ธรรม ต้องตัดด้านนี้ก่อน พระโพธิสัตว์กลัวเหตุ หากยังมีกามคุณเหตุต้นผลกรรมยังไม่ตัด ยากที่จะหลุดพ้นสามภพ พ้นเวียนว่ายได้ จะตัดขาดความเป็นสามีภรรยา ความสัมพันธ์ชายหญิงเป็นเรื่องยากยิ่ง หากถือศีลงดเว้น ปฏิบัติมนุษยธรรมที่ดี แต่งงานถูกต้องตามประเพณีก็ได้ เหตุเพราะกามคุณเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของคน หักห้ามกดทับไว้ ไม่สู้เราตัดขาดเลย

ผลจากการรักษาศีลกาเม

ชีวิตทุกอย่างสม ประสงค์ ห่างไกลจากความสับสน มีฌานสมาธิมากขึ้น ก่อเกิดปัญญามีศีลกาเม เกิดเป็นคน พ่อแม่ เครือญาติ บุตรภรรยา ครอบครัว บริวาร สะอาดบริสุทธิ์ไม่สับสนวุ่นวาย กตัญญู มีเพื่อนดีลูกหลานดี เป็นหญิงไม่ด่างพร้อย ฟ้าคนเคารพนับถือ ได้รับการสรรเสริญตัดกามคุณ เป็นพระพุทธรูปลักษณ์สง่างามหลุดพ้นจากการเวียนเกิดเวียนตาย

ศีลข้อที่ ๔ งดเว้นการพูดเท็จ (มุสาวาทา เวรมณี)

พูด โกหก รวมทั้งปากร้าย ลิ้นสองแฉก คำเยินยอ โกหกหลอกลวง (พูดโกหก พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด)เกิดเป็นคนพูดเก่ง วาทศิลป์แพรวพราว เพิ่มพูนปัญญาให้กับคนฟัง เป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการพูด เป็นคนที่มีวาทศิลป์คล่องแคล่วคารมฝีปากดี ต้องไม่เป็นคนโกหกหลอกลวงมาก่อนสามชาติพูดโกหกหลอกลวงมากเกินไป กรรมที่มาสนองคือ เป็นใบ้หรือพูดไม่ชัดพ่อค้าง่ายต่อการพูดโกหก ศีลข้อนี้ปฏิบัติได้ยากหน่อย ทางที่ดีต้องคิดว่า เงินที่เราได้กำไรมา เป็นเงินที่เขาจะนำไปกินดื่ม เล่นพนันเที่ยวเสเพล เราได้ทำกำไรมาจากเขา นำไปช่วยเขาทำบุญ ต้องทำจริงด้วย อย่างนี้อาจชดเชยคำเท็จได้บ้าง ผู้ชายมีคำพูดไพเราะน่าฟัง เป็นคำปลอบใจภรรยา เพื่อสื่อภาษาของความรัก ไม่นับเป็นการโกหก พูดกับหญิงอื่นถือเป็นคำเยินยอ เป็นคำเท็จ นักการเมืองระหว่างหาเสียงพูดเด็ดขาด กล่าวคำสบถสาบาน ปากพูดจาไว ต้องการเอาชนะรักษาตำแหน่งเอาไว้ ครูอาจารย์สอนให้คนเป็นคนดี แต่กลับไปเป็นพ่อค้าวาณิชย์ ดารานักร้องคุยโวโอ้อวดเสริมแต่งตัวเอง ทั้งหมดผิดต่อการพูดเท็จได้ฉุดช่วยคนแล้วต้องติดตามส่งเสริม เหมือนตามบริการหลังการขาย ต้องจริงใจไปส่งเสริม อย่าพูดว่า ถ้าเธอรับธรรมะแล้วตั้งตำหนักพระ อาการป่วยเป็นโรคก็จะหายได้มีความเป็นไปได้มากเท่าไรก็พูดความจริงเท่าที่ เป็น อย่าพูดเกินกว่าความจริง นักปรัชญากล่าวไว้ว่า พูดโกหกหนึ่งคำ ต้องพูดโกหกอีกสิบคำมาปิดบังอำพรางคำที่โกหกไว้ พูดโกหกเป็นประจำจนเกิดความเคยชิน กลายเป็นคนชอบพูดโกหก พาให้กลายเป็นภัยออกทางปากจากคำพูด กลายเป็นการฆ่าคนโดยไม่เห็นโลหิตคนว่างงานไม่มีอะไรทำ บ้านเหนือพูดที บ้านใต้พูดที พูดแต่เรื่องไร้สาระ เสียเวลาไม่เกิดประโยชน์อย่านำความลับของคนอื่นไปเปิดเผย พูดแต่สิ่งร้ายสิ่งไม่ดีของคนอื่น ผู้หญิงทำผิดข้อนี้ง่ายกว่า ตายแล้วปากจะเน่าก่อนศีลมุสาค่อนข้างถือยาก คำพูดในชีวิตประจำวันอย่าไปทำร้ายเขา อย่าใช้คำพูดทำให้เขาเกิดโทสะ อย่าใช้คำพูดปลิ้นปล้อนเกินไป อย่าใช้คำพูดของเราทำให้สามีภรรยาทะเลาะแตกแยกกัน เรื่องของสามีภรรยาเป็นเรื่องระหว่างเขาเอง เราไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ใช้ลิ้นของเราย้อนกลับเข้าบำเพ็ญ อย่าปล่อยออกมาให้มีเรื่อง ใช้คำพูดให้คนฟังได้ประโยชน์ใช้คำพูดไม่ไปทำลายคนอื่นแต่ให้คุณ จะผูกบุญสัมพันธ์ได้กว้างขวางผู้มีอาชีพใช้ปากหาสตางค์ ผู้บำเพ็ญต้องระวัง ทนายความ อัยการ โบราณกล่าวไว้ว่า หนึ่งชาติทำหน้าที่นี้ เก้าชาติเกิดเป็นวัวควาย ผู้รับหน้าที่ดังกล่าวเพียงคำพูดคำเดียวจะให้เขาเป็นหรือตายก็ได้ ต้องระมัดระวังเสียงสะท้อนด้วย ต้องยุติธรรม อย่าให้มีนิสัยการติดสินบน หากอยู่ในอำนาจหน้าที่ให้คุณให้โทษได้ จะทำให้ชีวิตคนผิดพลาดได้ หมอดู ผู้เป็นหมอดูมักกล่าวว่า หากเธอไม่เช่นนี้ ไม่เช่นนั้น จะมีผลอะไรตามมา ฯลฯ อะไรทำนองนี้ นี่คือปากวาจากล่าวร้าย ผู้ประกอบการดังกล่าวนี้ พูดจาต้องผ่อนหนักผ่อนเบา

นุ่มนวลละมุน ละไม เสนอแนะพอประมาณก็พอ อาจารย์ดูภูมิทัศน์ ง่ายต่อการพูดว่าหากเธอยังไม่บำเพ็ญ หลังจากนี้กี่ปี จะเกิดอย่างนั้น เกิดอย่างนี้ เป็นคำพูดเด็ดขาด ทำร้ายคนอื่นบรรพชนใครเสียชีวิต เชิญนักพรตสวดมนต์ฉุดช่วยส่งวิญญาณ หากนักพรตท่านฉุดช่วยส่งวิญญาณได้จริง พญายมคงจะเกรงกลัวนักพรตแน่ หนี้กรรมที่ผ่านมาสามชาติ บัญชีนี้จะหักลบกันอย่างไร นี่คือวิธีการที่เคยกระทำกันมาเพื่อให้คนมีความสบายใจ หากจะสวดมนต์ ต้องหานักพรตที่ถือศีลกินเจ หากมิได้ถือศีลกินเจกรรมเวรของนักพรตเองกองใหญ่ ตัวเองยังฉุดช่วยไม่หมด แล้วจะฉุดช่วยผู้อื่นได้อย่างไรสามชาติมิได้พูดเท็จ ลิ้นแลบแตะจมูกได้ โคนลิ้นแดงสีชมพู คนริมฝีปากหนามีธรรมประจำใจดีงาม สตรีที่มีฟันซี่ใหญ่และหนาช่วยสามีบริหารครอบครัวรักษาทรัพย์สมบัติ ฟันห่างเป่าลมลอดออกมาได้ ซี่ฟันเล็กเหมือนฟันหนูเป็นคนเล่ห์เหลี่ยมมาก ฟันเหลื่อมล้ำไม่เสมอกัน ชาติก่อนพูดโกหกไว้มาก ผู้หญิงเสียงแหลมสูงเป็นคนดุร้าย เสียงต่ำเกินไปเป็นข้อเสียทางกิริยาวาจา หญิงที่มีเสียงนุ่มนวลละมุนละไม เป็นคนมีบุญวาสนา มีสง่าราศี คิ้วยาวกว่าตา ได้รับการคุ้มครองจากคนในครอบครัวและคุ้มครองชนรุ่นหลังได้ด้วย ผู้บำเพ็ญไม่ดูหมอ ชะตาชีวิตไม่ดีเปลี่ยนแปลงได้ จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตต้องเริ่มจากจิต หากเปลี่ยนแปลงแต่หน้าตา ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต อวัยวะทั้งห้าไม่น่าดู พูดจาไม่ชัดเจนกำกวม ไม่มีวาทศิลป์ หากรักษาศีลมุสาได้ จึงจะไม่มีอุปสรรคถือศีลเจมิใช่เพียงไม่ทานเนื้อสัตว์ ศีลเจปากต้องไม่ปากร้ายลิ้นสองแฉก ไม่เยินยอ ไม่โกหกหลอกลวงผู้ชายอย่าออกปากมีแต่คำหยาบ ผู้หญิงด่าสามีด่าลูก อย่าให้มีได้ยินคำด่าทอตลอดเวลาหากใครมีปัญหาครอบครัวอย่ายุให้เขาหย่าร้าง กัน หรือกลับพูดจาทิ่มแทงซ้ำเติม ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายขึ้น ไม่เพียงผิดศีลมุสายังผิดศีลปาณาด้วยเพื่อฉุดช่วยเวไนยหรือช่วยแก้ปัญหาให้ เขา โกหกหลอกด้วยความหวังดีไม่ถือว่าผิดศีล ผู้บำเพ็ญต้องห่างไกลจากการกล่าววาจาร้าย ห่างจากใช้วาจารบกวนทำให้วุ่นวาย อย่าใช้วาจาทำลายให้เขาเป็นทุกข์ อย่าไว้ใจคนมากเกินไป บอกความในใจออกมาหมด เพื่อป้องกันวันข้างหน้า จะถูกนำคำพูดนี้ไปเล่าผิดๆ อยู่ในทุกที่พูดจาให้คุณกับทุกคนดีที่สุด อย่าพูดทางลบของผู้อื่น อย่างนี้จะหลีกเลี่ยงการนำไปเล่าต่อผิดๆ ได้ลิ้นเป็นอวัยวะที่อ่อนนุ่ม แต่ร้ายกว่ามีดนัก เรื่องไม่ดีมากมายล้วนออกจากปาก อีกทั้งลิ้นเป็นตัวก่อขึ้น เคราะห์ภัยออกจากปาก หยุดเคราะห์ภัยต้องหุบปาก หากจะพูดต้องพูดจาให้มีประโยชน์ หากไม่ระวังกล่าววาจาไม่ดีออกมา ต้องสำนึกขอขมาบาป นำจิตใจที่สำนึกละอายต่อผิดบาปมาแก้ไข คนผิดหวังต้องการคนมาปลอบใจ ต้องยืนอยู่ในจุดยืนของเขาเพื่อปลอบโยนเขา ถ้าใช้จุดยืนของเรา ใช้ความเห็นของเราเพื่อให้เขายอมรับเท่ากับเข้าข้างตัวเองเรื่องอะไรที่เกิด ขึ้นต้องตรวจสอบให้ชัดเจน อย่าตัดสินโดยลวกๆ อย่างเช่นลูกศิษย์ของท่านขงจื้อกำลังต้มข้าวต้มให้ท่านขงจื้อ บนเพดานมีอะไรหล่นลงในหม้อข้าว ลูกศิษย์กลัวท่านขงจื้อรับประทานเข้าไปทำให้ท้องเสีย ใช้มือหยิบขึ้นมา ท่านขงจื้อเห็นเข้าจึงตำหนิว่าขาดมารยาท ทำไมรับประทานก่อนอาจารย์ ลูกศิษย์จึงได้อธิบายท่านขงจื้อทราบแล้ว ท่านขงจื้อเรียกประชุมลูกศิษย์ทั้งหมด แล้วบอกให้ทุกคนฟังว่า

ข้าพเจ้า ได้เห็นกับตาตนเอง ยังปรักปรำคนอื่นได้ สำมะหาอะไรที่มีคนมาเล่าให้ฟัง โดยผ่านจากคนที่สามมาเล่าต่อ ยากที่จะไม่บิดเบือนจากความจริง ก่อนที่จะตัดสินถูกผิด ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน อย่าฟังความจากการเล่า อย่าเดาโดยมีจิตใจระแวงสงสัย จึงจะไม่เกิดผิดถูกขึ้นมา ทำให้คนถูกสอบล้มหายไป พระอริยเจ้ายังเข้าใจผิดได้ สามัญชนคนธรรมดาจะเป็นอย่างไรนักการเมืองมีกรรมสนองกรรมไม่จบสิ้น ผู้บำเพ็ญต้องหนีห่างจากการเมือง อย่าไปร่วมกับเขาออกไปหาเสียง พูดจารบกวนจิตใจคน หากมีญาติเข้าร่วมการเมือง อย่าลงไปร่วมกับเขาญาติธรรมหญิงอายุยังเยาว์วัย จะฉุดช่วยคนส่งเสริมคน มีจิตเมตตาก็พอแล้ว อย่าให้เกิดมีความรักใคร่สนิทสนมกันเกิดขึ้น อย่าให้ฝ่ายชายเข้าใจผิดว่าเธอมีความหมายกับเขา หากมีความหมายจริงก็จงคบกันอย่างซื่อสัตย์สุจริต

 

กรรมสนองจากการผิดศีลมุสาวาทา

ตก นรกสามภูมิ เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกายมักถูกติฉินนินทากล่าวร้าย ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกกีดกัน ถูกขับไล่ ถูกเขาหลอกลวง ง่ายต่อการถูกฉ้อโกง กล่าวโทษวาจาไม่มีคนเชื่อถือ คำพูดไม่มีคนยอมรับคำพูดกำกวม ปากแหว่งโดยกำเนิด ไม่มีลิ้น พูดไม่ชัดไม่ได้มรรคผล จะบำเพ็ญอย่างไรก็ไม่สำเร็จมรรคผลกลิ่นปากเหม็น รักษาไม่หาย กลิ่นตัวแรง หากกินเจกลิ่นจะลดลงบ้าง ยิ่งกินเนื้อสัตว์กลิ่นยิ่งรุนแรงหนักขึ้น

ผลจากการถือศีลมุสาวาทา

ปาก สะอาดหมดจด กลิ่นปากหอมเหมือนกลิ่นดอกบัว ไม่ต้องฉีดน้ำหอม กลิ่นหอมเองโดยธรรมชาติ พระพุทธมิได้กล่าวลอยๆ แลบลิ้นปิดหน้าได้ทั้งหมด ศพถูกเผาแล้วฟันทุกซี่อยู่ในสภาพปกติ เป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั่วไปใจเกิดปีติ ผู้คนยินดี ไม่กล่าวคำเท็จ ยินดีที่มีชีวิตอยู่ในท่ามกลางความจริง ชาติหน้า ยินดีที่ได้ยินเสียงที่ดี ไม่มีเสียงมารบกวนทำให้สับสน มาทำร้ายเพิ่มพูนเกียรติคุณ ไม่มีอุปสรรค ปัญญามิอาจประมาณ

ศีลข้อที่ ๕ งดเว้นการเสพสุราเมรัย (สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี)

เหล้า มิใช่ของคาว แต่มันเป็นสิ่งเริ่มต้นของบาปกรรมทั้งปวง เหล้าลงคอฆ่าสัตว์ ลักขโมย ผิดศีลกาเม พูดเท็จ เกิดจากจิตใจที่เมามัว หลังสร่างเมาจึงเห็นความเป็นไปที่แน่นอน ต้องหยุดดื่ม จึงเรียกศีลหยุดไม่ดื่มดื่มสุรามีผิดอะไร ทำไมพระพุทธเจ้าจึงให้ถือดื่มสุราเป็นศีลห้ามสิ้นเปลืองเงินทอง

บุญ วาสนาถูกลดทอน อย่าดื่มเหล้าและอย่านำเหล้าไปกำนัลคนอื่น ถือศีลข้อนี้ยังซื้อเหล้าแจกอยู่ เกิดห้าร้อยชาติมือกุด เกิดเป็นไส้เดือน กลับจากต่างประเทศอย่าช่วยคนนำเหล้าเข้ามาทุกรากปัญญามืดบอด ปัญญาหดหาย ปัจจุบันเจ็บป่วยบ่อย กินอาหารได้น้อย ดื่มเหล้าง่ายต่อการเป็นโรคตับ โรคเบาหวาน โรคไต โรคกระเพาะเพิ่มความโกรธ ต่อสู้แย่งชิง ทำร้าย เข่นฆ่ากามราคะลุกโชติช่วง ขณะเมาเหล้าธรรมจริยาทุกอย่างหายหมดออกจากบ้านแต่งตัวภูมิฐาน เหล้าเข้าปากผ่านไปสามแก้ว เมาไม่ได้สติ ขาดมารยาท ปากพ่นคำหยาบ อาการน่าเกลียดทุกอย่างแสดงออก ก่อปัญหาให้ครอบครัวมากมายเปิดเผยความลับ ธุรกิจล้มเหลว วงการค้าเหมือนสนามรบ พอเมาเหล้าเปิดเผยความลับทางการค้าทุกอย่าง เป็นลูกจ้างถูกนายจ้างตำหนิให้ออกจากงาน หากตัวเองเป็นเถ้าแก่บุญวาสนาไม่พอ ไม่เกินสองเดือนอาจเจ๊งได้พ่อแม่ไม่ชอบ ครอบครัวบริวารหนีห่าง กลิ่นเหล้ารุนแรง ผู้คนรังเกียจ ชนรุ่นต่อไปทำตามอย่างทุศีลเจ ทำผิดบาป หลังดื่มเมาแล้วศีลเจอะไรก็ไม่รู้หมด รักษาไม่อยู่ ไม่เชื่อในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เคารพ คนดีหนีห่าง ใกล้ชิดคนชั่ว รวมกลุ่มกับคนเมาด้วยกัน คบเพื่อนดื่มเหล้ากินเนื้อสัตว์จิตใจสับสน ห่างไกลฌานสมาธิ จิตใจไม่สงบ จิตใจฟุ้งซ่าน มักทำผิดคุณธรรม มักเป็นคนผิดหวัง ทุกข์ สูญเสียเวลา ความเคยชินไม่ดีแก้ยากร่างกายทรุดโทรม ชีวิตดับสูญตกนรกอเวจี เพื่อความจำเป็นการรักษาโรคภัย ยามีส่วนผสมของเหล้า แต่ต้องไม่ถึงกับทำให้เมา ยาทาภายนอกผสมเหล้าได้ยาดองเหล้าบำรุงร่างกายไม่ควรดื่ม ร่างกายแข็งแรงเกินจะเพิ่มความกำหนัดไม่ดี

กรรมสนองจากการผิดศีลสุราเมรัย

ตกนรก เกิดเป็นคนโง่เขลาไม่เชื่อธรรม

ผลจากการถือศีลสุราเมรัย

ปัญญา แจ่มใส จิตสงบสุขเกษม ได้เกิดเป็นนักบวช เป็นอาจารย์บรรยายธรรม ไม่คิดฟุ้งซ่าน ไม่เผอเรอ ถือศีลทั้งสี่ข้อนี้ จะไม่ทำผิดโทษหนัก รักษาศีลฆ่า ลักขโมย กาเม พูดเท็จ

 

ศีล 8

ศีล ๘ มีความหมายคือ สำหรับฝึกตนให้ยิ่งขึ้นไปโดยรักษาในบางโอกาส หรือมีศรัทธาจะรักษาประจำก็ได้ เช่น แม่ชีมักรักษาประจำ หัวข้อเหมือนศีล ๕ แต่เปลี่ยนข้อ ๓ และเติมข้อ ๖-๗-๘ คือ

๑. เว้นจากทำลายชีวิต ๒. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ ๓. เว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากร่วมประเวณี ๔. เว้นจากพูดเท็จ ๕. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงแล้วไป ๗. เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี ดูการเล่นอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ การทัดทรงดอกไม้ ของหอม และเคลื่องลูบไล้ซึ่งใช้เป็นเครื่องประดับตกแต่ง ๘. เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ หรูหราฟุ่มเฟือย

 

 

อาราธนาศีล 8 (ถ้าคนเดียวเปลี่ยนจากคำว่า 'มะยัง' เป็น 'อะหัง' และ 'ยาจามะ' เป็น 'ยาจามิ')

มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐะ สีลานิ ยาจามะ (ว่า 3 ครั้ง)

ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอสมาทานศีล 8 พร้อมด้วยไตรสรณคมน์ เพื่อประโยชน์แห่งการรักษา เป็นข้อ ๆ

คำ สมาทาน ว่า (ภาษาไทยไม่ต้องสมาทาน) ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า)

อทินนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการลัก ,ฉ้อ ของผู้อื่นด้วยตนเอง และไม่ใช่ให้ผู้อื่นลัก ฉ้อ)

อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์)

มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการพูดเท็จ คำไม่เป็นจริง และคำล่อลวง อำพรางผู้อื่น)

สุ ราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการดื่มสุรา เมรัย เครื่องดองของทำใจให้คลั่งไคล้ต่าง ๆ )

วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล)

นจฺจ คีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากพูด ฟัง ฟ้อนรำ ขับรอ้งและประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ และดูการเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล และทัดทรงตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับและดอกไม้ของหอม เครื่องทาเครื่องย้อม ผัดผิวให้งามต่าง ๆ)

อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากนั่ง นอน เหนือเตียง ตั่ง มีเท้าสูงเกินประมาณ และที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่ ภายในใส่นุ่นและสำลี อาสนะอันวิจิตรไปด้วยลดลายงามด้วยเงินทองต่าง ๆ)

อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (ว่า 3 ครั้ง)

 

ศีล ๑๐ (สำหรับสามเณร)

มี ความหมายคือ สำหรับสามเณร แต่ผู้ใดศรัทธาจะรักษาก็ได้ หัวข้อเหมือนศีล ๘ แต่แยกข้อ ๗ เป็น ๒ ข้อ (= ๗-๘) เลื่อนข้อ ๘ เป็น ๙ และเติมข้อ ๑๐ คือ

๑. เว้นจากทำลายชีวิต ๒. เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้ ๓. เว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากร่วมประเวณี ๔. เว้นจากพูดเท็จ ๕. เว้นจากของเมา คือ สุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖. เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือเที่ยงแล้วไป ๗. เว้นจากฟ้อนรำ ขับร้อง ฯลฯ ๘. เว้นจากการทัดทรงดอกไม้ ฯลฯ ๙. เว้นจากที่นอนอันสูงใหญ่ ฯลฯ ๑๐. เว้นจากการรับทองและเงิน

อาราธนาศีล 10 (ถ้าคนเดียวเปลี่ยนจากคำว่า 'มะยัง' เป็น 'อะหัง' และ 'ยาจามะ' เป็น 'ยาจามิ')

มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ ทะสะ สีลานิ ยาจามะ (ว่า 3 ครั้ง)

ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอสมาทานศีล 8 พร้อมด้วยไตรสรณคมน์ เพื่อประโยชน์แห่งการรักษา เป็นข้อ ๆ

คำ สมาทาน ว่า ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า)

อทินนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการลัก ,ฉ้อ ของผู้อื่นด้วยตนเอง และไม่ใช่ให้ผู้อื่นลัก ฉ้อ)

อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์)

มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการพูดเท็จ คำไม่เป็นจริง และคำล่อลวง อำพรางผู้อื่น)

สุ ราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการดื่มสุรา เมรัย เครื่องดองของทำใจให้คลั่งไคล้ต่าง ๆ )

วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากบริโภคอาหารในเวลาวิกาล)

นจฺจ คีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากพูด ฟัง ฟ้อนรำ ขับรอ้งและประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ และดูการเล่นที่เป็นข้าศึกแก่กุศล)

มา ลาคนฺธวิเลปน ธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการทัดทรงดอก การใช้ของหอมเครื่องประทินผิว)

อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากนั่ง นอน เหนือเตียง ตั่ง มีเท้าสูงเกินประมาณ และที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่ ภายในใส่นุ่นและสำลี

อาสนะ อันวิจิตรไปด้วยลดลายงามด้วยเงินทองต่าง ๆ) ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ(ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการรับเงินทอง)

อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (ว่า 3 ครั้ง)

 

 

 

 

 

 

ศีล ๒๒๗ (สำหรับพระสงฆ์)

ศีล ๒๒๗ มีความหมายคือ ศีลสำหรับพระภิกษุ ซึ่งพระภิกษุต้องถือศีล ๒๒๗ ข้อ โดยอยู่ในภิกขุปาฏิโมกข์

ศีล ๒๒๗ ข้อที่เป็นวินัยของสงฆ์ ทำผิดถือว่าเป็นอาบัติ สามารถแบ่งออกได้เป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นรุนแรงจนกระทั่งเบาที่สุดได้ดังนี้ ได้แก่

ปาราชิก มี ๔ ข้อ สังฆาทิเสส มี ๑๓ ข้อ อนิยต มี ๒ ข้อ (อาบัติที่ไม่แน่ว่าจะปรับข้อไหน) นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ข้อ (อาบัติที่ต้องสละสิ่งของว่าด้วยเรื่องจีวร ไหม บาตร อย่างละ ๑๐ข้อ) ปาจิตตีย์ มี ๙๒ ข้อ (ว่าด้วยอาบัติที่ไม่ต้องสละสิ่งของ) ปาฏิเทสนียะ มี ๔ ข้อ (ว่าด้วยอาบัติที่พึงแสดงคืน) เสขิยะ (ข้อที่ภิกษุพึงศึกษาเรื่องมารยาท) แบ่งเป็น สารูปมี ๒๖ ข้อ (ความเหมาะสมในการเป็นสมณะ) โภชนปฏิสังยุตต์ มี ๓๐ ข้อ (ว่าด้วยการฉันอาหาร) ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ มี ๑๖ ข้อ (ว่าด้วยการแสดงธรรม) ปกิณสถะ มี ๓ ข้อ (เบ็ดเตล็ด) อธิกรณสมถะ มี ๗ ข้อ (ธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์) รวมทั้งหมดแล้ว ๒๒๗ ข้อ ผิดข้อใดข้อหนึ่งถือว่าต้องอาบัติ

การแสดงอาบัติสามารถกล่าวกับพระภิฏษุรูปอื่นเพื่อเป็นการแสดงตนต่อความผิดได้ แต่ถ้าถึงขั้นปาราชิกก็ต้องสึกอย่างเดียว

ปาราชิก มี ๔ ข้อได้แก่ ๑. เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์) ๒. ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย) ๓. พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน)หรือแสวงหาศาสตราอันจะนำไปสู่ความตายแก่ร่างกายมนุษย์ ๔. กล่าวอวดอุตตริมนุสสธัมม์ อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง)

สังฆาทิเสส มี ๑๓ ข้อ ถือเป็นความผิดหากทำสิ่งใดต่อไปนี้ ๑.ปล่อยน้ำอสุจิด้วยความจงใจ เว้นไว้แต่ฝัน ๒.เคล้าคลึง จับมือ จับช้องผม ลูบคลำ จับต้องอวัยวะอันใดก็ตามของสตรีเพศ ๓.พูดจาหยาบคาย เกาะแกะสตรีเพศ เกี้ยวพาราสี ๔.การกล่าวถึงคุณในการบำเรอตนด้วยกาม หรือถอยคำพาดพิงเมถุน ๕.ทำตัวเป็นสื่อรัก บอกความต้องการของอีกฝ่ายให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยา หรือแม้แต่หญิงขายบริการ ๖.สร้างกุฏิด้วยการขอ ๗.สร้างวิหารใหญ่ โดยพระสงฆ์มิได้กำหนดที่ รุกรานคนอื่น ๘.แกล้งใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล ๙.แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล ๑๐.ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน ๑๑.เป็นพวกของผู้ที่ทำสงฆ์ให้แตกกัน ๑๒.เป็นผู้ว่ายากสอนยาก และต้องโดนเตือนถึง 3 ครั้ง ๑๓. ทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ ประจบคฤหัสถ์